ลักษณะการเล่นที่แตกต่างกันออกไปนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนกลองต้องเรียนรู้เนื่องจากว่าในสภาะที่ต่างกันก็ต้องควบคุมน้ำหนักและ Feeling ให้ได้เช่น

การเล่นใน Studio ค่อนข้างที่จะง่าย (มีคำกล่าวว่า วงดนตรีที่เก่งจริง ๆ จะวัดกันที่การแสดงสดเป็นสำคัญ) เนื่องจากมีการใช้ Computer เข้ามาช่วยในการทำงาน สามารถที่จะลดน้ำหนัก ความดังเฉพาะจุดได้โดยการตัดคลื่น นอกจากนี้การเล่นยังสามารถที่จะอัดทีละชิ้น ทำให้สมาธิมีมากกว่าการอัดรวม (ตัวอย่างวงที่อัดพร้อมกันเช่น MR Big เป็นต้น) และมือกลองในตอนอัดเสียงส่วนใหญ่ก็ฟัง Metronome ตามไปด้วย และสามารถลองได้จนกว่าจะพอใจ (หากทำไม่ได้ก็หามือปืนตีแทน เช่น หลาย ๆ วงในประเทศไทยนี้….!)

การเล่นในพื้นที่ปิด การเซ็ทซาวด์ทำได้ง่ายเพราะพื้นที่เป็นตัวแปรคงที่ แต่ตัวแปรอื่นที่สำคัญคือ จำนวนคน เนื่องจากคนที่มากจะเป็นปัจจัยดูดซับเสียงบางคลื่นความถี่ออกไป สังเกตว่าบางครั้ง Set ไว้ตอนไม่มีคนมาก แต่พอมีคนแล้วแปลกไป เป็นต้น การ Set อาจจะใช้คนอื่นตี แล้วลงมาฟังสังเกตน้ำหนักมือที่พอเหมาะจึงนำไปใช้ (ในกรณีที่ Mixer ไม่ดี) ตลอดจนให้ระวังเรื่องของการตีเครื่องทองเหลือง (ฉาบ ไฮแฮท ) เพราะว่าเพลงจะเพราะหรือไม่นั้นอยู่ที่การใช้ของพวกนี้เป็นสำคัญ


การเล่นในพื้นที่เปิด เช่นคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ส่วนใหญ่ต้องมีการ Set ก่อนเช่นเดียวกัน ขอแนะนำว่าสำหรับกลองที่ไม่มี Overhead หรือไมค์สำหรับจ่อฉาบด้านบน ให้ระวังในเรื่องการเลือกขนาดของฉาบ เพราะว่าหากใช้เบอรเล็กเกินไป จะทำให้เสียงออกมาสั้น และสูง แถมยังเปลืองแรงโดยใช่เหตุอีกด้วย เช่นในผับ เล่น Crash ซ้ายขนาด 14 นิ้ว เวลาที่เล่นกลางแจ้งอาจจะใช้ 15 หรือ 16 นิ้ว เพื่อเพิ่มความยาวของเสียงเนื่องจากเสียงมีการกระจายรอบทิศ ในส่วนของกลองเอง ผมแนะนำว่าในตอนเล่นในพื้นที่ปิดใช้แรงเท่าใดให้เพิ่มน้ำหนักตอนเล่นกลางแจ้งอีกสักหน่อย เพราะว่าจะได้เสียงที่เป็นเนื้อมากกว่า แถม Feeling ยังดีด้วย

การไปเล่นแจมตามที่ต่าง ๆ อย่าพยายามตั้งกลองแปลกไปเลย หากจำเป็นก็อย่าลืมตั้งกลับคืนด้วย เป็นมารยาทที่ต้องมี ก่อนขึ้นเล่นพยายามสังเกตน้ำหนักของ House Band ว่าน้ำหนักเขาเป็นอย่างไร และใช้น้ำหนักนั้น เพราะว่าทางร้านเค้าต้องเซ็ทมาตามน้ำหนักมือของ House Band มาก่อนแล้วครับ